[Fic Angry Bird] Bloody love ; 13

posted on 20 Jul 2014 22:49 by therike

ช่วงเช้ามืดดูจะเป็นเวลาที่อากาศเย็นฉ่ำสบายใจเหมาะแก่การสูดอากาศบริสุทธิ์ ทว่ากับเรือนจำที่ใช้กักนักโทษ บรรยากาศด้านในนั้นไม่ชวนชมสักเท่าไหร่ แถมยังระบายอากาศได้เลวร้ายจนเหม็นอับชวนปวดหัว ทำเอาคลื่นไส้เป็นพักๆ เลยทีเดียว

“โอ๊ย บัดซบ”

ผู้คุมหน้าใหม่บ่นกระปอดกระแปดออกจากห้องน้ำด้วยใบหน้าซีดเผือดหลังจากเอาอาหารเย็นทั้งหมดออกจากระเพาะแล้วเดินกลับไปเพื่อประจำที่ นักโทษที่เขาต้องรับผิดชอบเองก็คดีหนาใช่ย่อย ขืนออกมานานมีหวังโดนเจ้าตาด่ากราดหูชาแน่ๆ เจ้าตัวคิดแบบนั้นจึงกระชากประตูไม้หนาออก

ทางเดินในคุกใต้ดินนั้นเลวร้ายเสียยิ่งกว่าด้านบน เพราะหน้าต่างสักบานก็ไม่มี ทำเอาเขาวิ่งขึ้นวิ่งลงเข้าๆ ออกๆ ห้องน้ำจนแทบคลานกลับลงไปอยู่แล้ว ยังดีที่ได้ยาอมจากเพื่อนมาช่วยแก้คลื่นไส้บ้าง

“ไอ้เด็กใหม่!!”

เสียงกร้าวดังลั่น

‘ไอ้เด็กใหม่’ สะดุ้งเฮือก หันซ้ายหันขวาลอกแลกก่อนจะตรงไปหาผู้บังคับบัญชาของตนด้วยหน้าที่เหลือเพียงสองนิ้ว ชายตรงหน้านั้นกำยำใหญ่โตเหมือนหมีดำขนดก ดวงตาดุเลื่อนต่ำมองลงมายังผู้น้อยด้วยความเดือดดาล

“ไปมุดหัวอยู่ไหนมา!”

“ทะ.. ท่านครับ… ใจยะ..”

“ไม่ยงไม่เย็นมันทั้งนั้นเว้ย!! แหกตาดูซะว่ามันเกิดอะไรขึ้น!!”

ฝ่ามือกร้านกระชากคอลูกน้องคนใหม่ให้เดินตามหลังมาจนเจ้าตัวแกว่งไปมาราวไร้น้ำหนัก ลมหายใจฮึดฮัดดังเป็นระรอกเหมือนใกล้ระเบิดเต็มทน ก่อนเขาจะวาง ‘ไอ้เด็กใหม่’ ลงหน้าห้องขังที่เจ้าตัวรับผิดชอบ

เมื่อถูกวางลงแล้ว เขากลอกตาไปมาอย่างงงงวยและเพ่งมองภาพตรงหน้า

ด้านในคือร่างไร้วิญญาณของหนึ่งในกบฏที่จ้องปลงพระชนราชา นั่งพิงคอพับกับกำแพงด้านหลัง แต่ที่เด่นคือสีแดงที่อาบทั่วตั้งแต่เสื้อจนถึงกางเกง เพียงเท่านั้นเจ้าตัวก็เบิกตากว้าง ปากสั่นหน้าเหลืองลงกับตา

“กะ.. เกิด…อะไรขึ้น..”

ไม่มีคำตอบใดๆ นอกจากเสียงจอแจของเหล่าผู้คุมนั่นเอง

 

 

 

 

ตอนนี้พระอาทิตย์ยังไม่โผล่ข้ามจากขอบฟ้า

แต่สิ่งเดียว และหนึ่งเดียวที่ทำให้อารมณ์ปานกลางของอีเกิ้ลตกฮวบ

คือ

“ที่รัก!”

เสียงนั้นดังขึ้นจากด้านหลัง ไม่ต้องหันหลังเจาก็เดาออกและประกันแบบหัวชนฝาเลย เพราะไม่มีไอ้หน้าไหนปากดีกล้าเรียกเขาด้วยน้ำเสียงวอนตายแบบนี้ ไม่มีอีกแล้ว

“อะไร”

“ได้ข่าวว่าจะไปเรือนจำเหรอ”

“ไม่ใช่เรื่องของแก”

เขาตัดบททันทีโดยไม่หันหน้าไปมองคู่สนทนาแม้แต่น้อยและตัดสินใจเดินลงไปหน้าสำนักงาน บางทีเขาก็ไม่เข้าใจว่าตัวเองไปทำกรรมกับใครไว้แต่ชาติปางไหน เจ้ากรรมนายเวรถึงได้แรงนักแรงหนาตามติดยิ่งกว่าเงาตามตัว น่ารำคาญยิ่งกว่าแมลงวัน แถมเลวร้ายยิ่งกว่ายุง…

ปล่อยให้อยู่คนเดียวเงียบๆ สักวันจะตายไหมถามจริง

อีเกิ้ลสับเท้าเร็วๆ จนลงมาถึงรถม้าซึ่งจอดหน้าสำนักงาน เมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนประตูห้องทำงานของเขาถูกเคาะสนั่นพร้อมกับลูกน้องทำหน้าตาตื่นเรียกให้ไปเรือนจำอย่างเร็วที่สุด

ทันทีที่ขาก้าวขึ้นถึงรถม้า เขารู้สึกว่าไอ้คนที่ตามติดมาเสนอหน้านั่งตรงข้ามซะแล้ว

“ลงไป!”

“ฉันต้องไปดูด้วย อย่าลืมสิว่าทางนี้ก็ต้องรายงานความคืบหน้าของที่นี่ตลอดสองเดือน”

คราวนี้ไมตี้เริ่มพูดจาเป็นงานเป็นการขึ้นบ้าง ถึงแม้เขาจะอคติตรงที่อีกฝ่ายทำหน้าตากวนประสาทก็ตาม เรื่องที่ฟังเมื่อครู่สมเหตุสมผลพอที่จะยอมให้หมอนี่ร่วมทางไปด้วย อีเกิ้ลเลือกที่จะเบนสายตาชมทิวทัศน์ด้านนอกทันทีที่รถม้าเคลื่อนตัวแทนการสนทนากับเพื่อนร่วมทางจำเป็น ซึ่งไมตี้ผิวปากเป็นเพลงไปพลางแก้เบื่อกับตัวเอง

ทั้งสองถึงเรือนจำเร็วกว่าที่คาดจึงพากันตรงไปยังคุกใต้ดิน ทันทีที่ประตูเปิดกลิ่นเหม็นร้ายกาจก็ตลบใส่หน้าเต็มๆ จนอีเกิ้ลย่นจมูก(ไมตี้ไอแรงๆ โดยที่น้ำตาเล็ดอยู่หางตา)

“ท่านครับ”

ผู้คุมนายหนึ่งก้าวเข้ามาทำความเคารพ ร่างกายกำยำดูทะมัดทะแมงทุกท่วงท่ารวมถึงคำพูดของเจ้าตัวเองด้วย

“พวกมันคนหนึ่งฆ่าตัวตาย”

“งั้น…” คนด้านหลังสอดขึ้น “แสดงว่าเราเสียข้อมูลชั้นเยี่ยมไปแล้วหนึ่งคนน่ะสิ”

อีเกิ้ลฟังรายงานเงียบๆ รอจนอีกฝ่ายว่าจบถึงพูดขึ้นว่า

“พาไปดูศพด้วย”

“ตามมาเลยครับ”

ผู้คุมนำทั้งสองเข้าไปจนถึงหน้าห้องขังห้องหนึ่ง ชายสองสามคนช่วยกันวางร่างซีดเย็นลงบนผ้าขาว กลิ่นคาวรุนแรงจนเขารู้สึกปวดหัว ทว่าสิ่งที่ทำให้ลืมอาการเหล่านั้นไปชั่วขณะหนึ่ง คือร่างสูงโปร่งที่ประตูห้องขัง

“ลัค?”

ชายผมแดงหันมามองตามเสียงเรียก แม้จะเห็นฝ่ายตรงข้ามแล้วทั้งสองก็ยังคงสีหน้าเรียบนิ่งไว้เหมือนไม่แปลกใจใดๆ ลัคมองเขาอยู่เพียงครู่เดียวก่อนจะมองตามศพที่ถูกขนย้ายออกมา

“รู้อะไรไหม”

ชายวัยกลางคนยิ้มเหยียดและเดินผ่านอีเกิ้ลไปด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

“บางทีพวกเราคงเข้ากันไม่ได้จริงๆ”

เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังไกลออกไป วินาทีนั้นเอง อีเกิ้ลรุดเข้าหาศพ กระชากห่อผ้าออกอย่างแรงจนสัปเหร่อเผลอปล่อยร่างไร้วิญญาณลงบนพื้นจนได้ยินเสียงกะโหลกดังลั่นเหมือนลูกมะพร้าวหล่นจากต้นพร้อมเสียงโวยวายตามมา

ตอนนั้นเองอีเกิ้ลถึงเข้าใจประโยคของลัค

เพราะศพนี้…

คือศพ ‘นก’ นั่นเอง

 

 

 

 

 

 

ไวท์สะดุ้งตื่นขึ้นมา

เขาปรือตามองไปรอบๆ ด้วยสายตาพร่ามัว พอมองท้องฟ้าอีกทีก็กลายเป็นสีส้มไปแล้ว ครันอยากจะฟุบลงไปอีกก็ใช่เรื่อง อุตส่าห์อยู่ทำงานต่อจนเช้าแต่งานยังไม่เสร็จแบบนี้ โดนด่าจนหูชาแหงๆ…

แต่ก็เหลือไม่กี่อย่าง… คงทันอยู่หรอก

ไวท์เหยียดแขนไปด้านหน้าเพื่อคลายความเมื่อย สมองเบลอๆ เริ่มคำนวณว่าจะขอลากลับไปพักผ่อนที่บ้าน หลับเป็นตายเป็นที่นอนแล้วตื่นมาทำงานต่อมันพรุ่งนี้เลยท่าจะดี ถึงตรงนั้นพวกเรดคงต้องทำอะไรกินกันเองไปก่อน…

พอถึงตรงนี้แล้ว..

หิวจัง…

ความคิดเรื่อยเปื่อยยังคงออกมาต่อเนื่องระหว่างทางไปห้องน้ำ สำนักงานในตอนนี้เงียบกริบ มีแค่ไม่กี่คนที่อยู่ทำงานดึกแบบเขา

น้ำเย็นเฉียบถูกสาดเข้าใส่แรงๆ ช่วยให้สมองโล่งขึ้นมาบ้าง ไวท์เงยหน้ามองใบหน้าตัวเองในกระจกแล้วเผยยิ้มน้อยๆ ราวกับเด็กๆ ก่อนจะจัดทรงผมชี้ไปมาให้เข้าที่และกลับไปที่โต๊ะตัวเอง

ทว่ามีบางอย่างทำให้เขาแปลกใจ

จานแซนวิชสามเหลี่ยมหอมกรุ่นถูกวางไว้กลางโต๊ะ เขาจำได้ว่าตอนลุกออกมามันไม่มีอยู่… แต่นอกจากอาหารเช้าง่ายๆ นั่นแล้ว ไวท์สังเกตว่ามีกระดาษชิ้นเล็กถูกวางไว้ข้างๆ มีเพียงข้อความสั้นๆ เขียนไว้ว่า…

‘กินให้หมดล่ะ ไม่งั้นฉันร้องไห้จริงๆ ด้วย’

ไวท์มองซ้ายทีขวาทีเพื่อหาว่ามีใครแถวนั้นหรือเปล่า พอลองอ่านอีกรอบก็พาลให้ขำไม่ได้ ถึงจะไม่รู้ว่ามาจากใครแต่จะลองดูก็ได้

ว่าแล้วแซนวิชคำแรกก็ถูกส่งเข้าปาก ไวท์ขมวดคิ้วน้อยๆ และเริ่มขมวดแน่นขึ้น เขารู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆ ในปาก เลื่อนเหมือนวุ้น… แล้วก็ไอ้ความรู้สึกคาวน้อยๆ นี่อีก เจ้าตัวยังเคี้ยวอยู่พักใหญ่ๆ ถึงกลืนลงคอแล้วลองเปิดไส้ดู

ไข่ขาวสุกๆ ดิบๆ กลิ้งไปมาบนขนมปังผสมกับทูน่าแห้งๆ ไส้แซนวิชมีแค่นั้นจริงๆ

ไวท์หัวเราะเบาๆ แล้วหยิบปากกาขึ้นมา

‘ขอบคุณสำหรับอาหารเช้า แต่คราวหน้าใจเย็นแล้วใส่มายองเนสด้วยล่ะ’

 
 
 
---
 
 
ลืมอัพตอนที่ 13 ลงเอ็กทีน ;w; ขออภัยค่ะ
 

edit @ 26 Jul 2014 23:31:24 by rike

Comment

Comment:

Tweet

มาต่อเร็วๆนะค่าาาาาาาาาาาาาาา
//ปูเสื่อรออ

#2 By (223.207.212.28|223.207.212.28) on 2015-04-01 15:09

อุตะ ได้กลิ่นดราม่าปนความน่ารักมุ้งมิ้ง(?)โชยมา

#1 By aisujung (49.49.207.2|49.49.207.2) on 2014-08-05 01:06